ยาจีนแผนโบราณ

ร้านขายยา ย่งเชียงตึ๊ง จำหน่าย ยาจีนแผนโบราณ

ยาจีนแผนโบราณ
กับก่าย Gekko gecko L.

กับก่าย

Gekko gecko L.
หลายท่านคงนึกไม่ถึงว่า สัตว์เลื้อยคลานตระกูลจิ้งจก และชอบออกเสียง ตุ๊ก-แก คือ ตุ๊กแก ภาษาจีนแต้จิ๋วเรียก กับก่าย จะสามารถนำมาเป็นยาได้ด้วย ความจริงแล้ว ตุ๊กแกเป็นยาสรรพคุณดีที่รู้จักใช้กันมานานแล้ว โดยเริ่มที่มีการบันทึกการใช้ตุ๊กแกเป็นยาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ซ้อง ในหนังสือเภสัชศาสตร์ "ไคป้อปึ้งเช่า" นอกจากนี้ยังมีการบันทึกในตำราจีนอีกหลายเล่ม ตุ๊กแกมักอาศัยตามโพรงไม้ ซอกหิน หรือหน้าผาที่มีความอบอุ่น ออกหากินในเวลากลางคืน ดำรงชีวิตโดยการจับแมลงกินเป็นอาหาร ตุ๊กแกที่ใช้เป็นยาต้องเอาไปตากแห้ง เอาเครื่องในและกากออกเสียก่อน ลักษณะของยาตากแห้งนั้นนิยมใช้ไม้ไผ่มาขึงแผ่ตุ๊กแกออกเป็นแผ่น ส่วนหัวถึงลำตัวยาว 10-15 ซม. ส่วนหางยาว 10-14 ซม. ส่วนท้องที่กางออกกว้าง 6-10 ซม. โดยทั่วไปถือว่ายาที่เนื้อแน่น ตัวใหญ่เนื้อมาก ส่วนหางยังสมบูรณ์ ไม่้แตกเป็นเศษ และรูปร่างสมบูรณ์ เป็นยาคุณภาพดี การเก็บรักษาควรเก็บในที่แห้ง ป้องกันอย่าให้หนอนเจาะหรือขึ้นรา ตุ๊กแกเป็นยารสเค็ม ฤทธิ์ปานกลาง ปริมาณการใช้ครั้งละ 6-15 กรัม นิยมทำเป็นยาเม็ดลูกกลอน ยาผง หรือทำเป็นยาดองเหล้า
ไข่มุก Pteria margaritifera (L.)

ไข่มุก

Pteria margaritifera (L.)
หอยมุกเป็นสัตว์จำพวกหอย เป็นสัตว์น้ำที่มีปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่พิเศษอย่างหนึ่งคือ เยื่อชั้นในของตัวหอยจะขับสารจำพวกโปรตีน และ แคลเซี่ยมคอร์บอเนต ออกมาตลอดเวลา ในขณะที่มันหากินอยู่ในน้ำ หากบังเอิญมีทรายละเอียดหรือสิ่งแปลกปลอมอื่นๆแทรกเข้าไปอยู่ในเนื้อเยื่อของมันจะทำให้เกิดอาการระคายเคือง กระตุ้นให้เนื้อเยื่อขับสารออกมาห่อหุ้มสิ่งแปลกปลอมนั้นหลายๆชั้น นานเข้าก็จะกลายเป็นไข่มุกสีสันตระกานตา และใช้เป็นเครื่องประดับล้ำค่าที่ทุกคนรู้จักกันดี ไข่มุกมีขนาดเล็กใหญ่ไม่เท่ากัน เม็ดเล็กขนาดเท่าเม็ดข้าว เม็ดใหญ่อาจเท่าเม็ดถั่วเหลือง หอยมุก 1 ตัว อาจมีไข่มุกได้ 10-20 เม็ด แต่ละเม็ดเคลือบด้วยสารไข่มุกกว่า 1,500 ชั้น ไข่มุกที่ใช้เป็นยาถือว่าเม็ดใหญ่ กลม ผิวเรียบเป็นมันวาว ผิวละเอียด ผ่าครึ่งออกดูเหมือนจะเห็นเป็นรอยชั้นๆ เป็นยาคุณภาพดี แต่เนื่องจากราคาแพง ดังนั้นจึงนิยมเอาไข่มุกขนาดเล็ก นำเอาไปทำเครื่องประดับ ไม่ดีนักมาใช้เป็นยา เพราะสรรพคุณมิได้ด้อยกว่ามากนัก แต่ราคาถูกกว่ากันมาก สารเคมีที่พบมากที่สุด คือ แคลเซี่ยมคาร์บอเนต นอกจากนี้ยังพบกรดอะมิโนอีกหลายชนิด ไข่มุกมีรสหวานปนเค็ม ฤทธิ์เย็น
ติ่มเฮียง Aquilarla Sinensis (Lour.) Giig

ติ่มเฮียง

Aquilarla Sinensis (Lour.) Giig
ต้นกฤษณาเป็นไม้ยืนต้นชนิดหนึ่ง เมื่อตัดเอาเนื้อไม้มาสักชิ้นหนึ่ง แล้ววางลงในน้ำจะจมลงทันที จึงได้ชื่อภาษาจีนตามลักษณะดังกล่าว (กฤษณา ภาษาจีนเรียกว่า ติ่มเฮียง แปลเป็นไทยว่า "ไม้หอมที่จมน้ำ") ตวามเป็นมาของกฤษณานี้เมื่อเรื่องเล่าของจีนโบราณว่า ทางตอนใต้ของประเทศจีน มีต้นไม้ชนิดหนึ่งชื่อ แปะมักเฮียง เมื่อถูกฟันด้วยมีดหรือขวานแล้ว มดจะมารุมล้อมรอยตรงรอยแผลที่ถูกฟันนั้น จากนั้นไม้จะขับยางออกมาเป็นก้อน ตรงรอยแผลที่ถูกฟัน 10-20 ปีให้หลัง ยางนั้นจะเปลี่ยนจากสีขาวมาเป็นสีดำ หากนำเอายางไม้นี้ใส่ลงในน้ำก็จะจมลง หร้อมกับส่งกลิ่นหอมออกมา เนื้อไม้ส่วนที่มียางจับเป็นก้อนแข็งอยู่นั้น ก็คือ กฤษณา ที่ใช้เป็นยานั่นเอง กฤษณา ในตำราจีนจัดเป็นยาชั้นดีชนิดหนึ่ง กฤษณาของไทยจัดเป็นยาคุณภาพดี เมื่อใช้สารทำละลายอาซีโตนสกัดสารมีฤทธิ์จากกฤษณา พบว่ามีน้ำมันหอมระเหยอยู่ปริมาณสูง นอกจากนี้ยังพบสาร Agarospirol, Agarol, Agarofuran, Nor-Ketoagarofuran, Selinane เป็นต้น กฤษณาเป็นยารสเผ็ดปนขม ฤทธิ์อุ่น เป็นยาขับลมในกระเพาะ แก้อาการคลื่นไส้อาเจียน ท้องอืดทอ้งเฟ้อ
อำพัน Amber

อำพัน

Amber
ในสมัยโบราณกาล มีเทพนิยายจีนเรื่องหนึ่งเล่ากันว่า เมื่อเสือตายแล้ว วิญญาณจะลงสู่ธรณี เวลานานเข้าก็กลายเป็นก้อนหิน ซึ่งเรียกว่า โฮวเผ็ก (วิญญาณเสือ) ต่อมาค่อยๆเพี้ยนตัวอักษรเป็นโหวเผ็ก ซึ่งก็คืออำพันนั่นเอง ที่จริงแล้วอำพันเป็นยางของต้นสน เมื่อหยดลงสู่พื้นดินและถูกทับถมอยู่ใต้ดินเป็นเวลาหลายพันปี ในที่สุดก็กลายเป็นวัตถุที่มีลักษณะคล้ายก้อนหิน หมอลี้สี่เตียง แพทย์จีนแผนโบราณนามอุโฆษของจีนเคยอรรถาธิบายอย่างถูกต้องว่า "แก่นสนทนนานไม่เน่าไม่เปื่อย ยางสนที่หลั่งออกมา นานวันเข้าก็กลายเป็นโหวเผ็ก" อำพันเริ่มมีบันทึกในตำรา "เมี้ยอุยเปียกลก" ในสมัยราชวงศ์เหลียงว่าเป็นวัตถุที่มีลักษณะก้อนแบน รูปทรงไม่แน่นอน เป็นยาดีชนิดหนึ่ง อำพันเป็นของที่มีราคาแพง นอกจากจะใช้ทำยาแล้ว ยังใช้ทำเครื่องประดับสวยงามที่มีค่า เช่น จี้ สายสร้อย แหวน เป็นต้น ส่วนประกอบที่สำคัญในอำพันคือ ยางเรซิ่น และน้ำมันหอมระเหย นอกจากนี้ยังมี Sucoxyabietie acid, Sucinoabietinolie acid, Sucinosilivic acid, Sucinoresinol และ Sucinoabietol อำพันมีรสอมฝาด ฤทธิ์เป็นกลาง มีสรรพคุณเป็นยา
กาวหนังลา

กาวหนังลา


กาวหนังลาได้จากลา มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Equus asinus L. โดยการเอาหนังลาที่ขูดขนออกแล้วไปต้มเคี่ยวจนได้ก้อนกาว วิธีทำดังนี้ คือ เอาหนังลาไปแช่น้ำ และเปลี่ยนน้ำวันละ 1-2 ครั้ง จนหนังพองออก สามารถที่จะขูดขนออกไปได้ ดึงขนออกจนหมดแล้ว จึงตัดเป็นชิ้นเล็กๆ เอาไแช่น้ำเช่นเดิมอีก 2-5 วัน จึงนำหนังที่ได้ไปต้มเคี่ยวจนได้น้ำกาวออกมาเทเก็บไว้ แล้วเติมน้ำไปต้มอีก 5-6 ครั้ง จนไม่มีกาวออกมาอีกจึงทิ้งกากหนังไป เอาน้ำรวมกันเติมผงสารส้มลงไปเล็กน้อย กวนให้เข้ากัน ทิ้งไว้ให้ตกตะกอน เอาน้ำใสข้างบนไปต้มเคี่ยวจนได้น้ำกาวเหนียวๆ ทิ้งให้เย็นจะจับเป็นก้อน จึงตัดแบ่งเป็นขนาดต่างๆตามต้องการ กาวหนังลาเป็นยาบำรุงเลือด บำรุงกำลัง สรรพคุณเป็นเลิศ มีประวัติการใช้เป็นยามากว่า 2,000 ปีแล้ว สารประกอบส่วนใหญ่ของกาวหนังลาคือ สารจำพวกโปรตีน โปรตีนนี้ประกอบด้วย กรดอะมิโนหลายชนืด นอกจากนี้ยังพบธาตุแคลเซี่ยมอยู่ 1.079-0.118% กาวหนังลาเป็นยารสหวาน มีฤทธิ์ปานกลาง
กาฝากต้นหม่อน Loranthou parasiticus (L.) Merr

กาฝากต้นหม่อน

Loranthou parasiticus (L.) Merr
คนเรารู้จักการเอากาฝากต้นหม่อนที่นำใบมาเลี้ยงต้นไหม มาใช้เป็นยาตั้งแต่โบราณแล้ว นิยมเอากิ่งและใบของกาฝากนี้มาต้มน้ำดื่มแทนน้ำชา โดยเชื่อว่าเป็นยาบำรุงชั้นดี ในตำราเภสัชศาสตร์ "สิ่งหล่อปิ้งเช่าเก็ง" ก็ได้จัดยานี้เป็นยาชั้นดี กาฝากต้นหม่อนนั้นเป็นจำพวกไม้พุ่มขนาดเล็ก มักขึ้นตามต้นหม่อนแต่ก็อาจจะพบขึ้นในไม้ชนิดอื่นๆได้ ส่วนที่ใช้เป็นยาคือ กิ่งและใบ หลังจากที่ตัดออกจากต้นแล้ว นำไปลวกด้วยน้ำเดือด จากนั้นจึงนำไปตากแห้งจึงใช้เป็นยาได้ กาฝากต้นหม่อนที่ดีต้องเป็นกาฝากที่มีอายุหลายปี และ หลังจากผ่านการตากแห้งแล้วใบยังคงสีเขียวอยู่ สารที่พบเช่น Oleanolic acid, Beta-Amyrin Mesoinositol, Lupeol, Beta-Sitosterol, Quercetin และ Avicularin กาฝากต้นหม่อนมีรสขมหวาน ฤทธิ์ปานกลาง
อึ้งคี้ Astragalus Membranaceus (Fisch) Bge.

อึ้งคี้

Astragalus Membranaceus (Fisch) Bge.
อึ้งคี้เป็นพืชล้มลุกตระกูลถั่ว ที่ต้องใช้เวลาเติบโตหลายปี เกิดในทุ่งหญ้าหรือเขตเขา ปัจจุบันมีการนำพันธุ์มาปลูกมาก ในมณฑลทางภาคเหนือ และตะวันออกเฉียงเหนือของจีน ดังนั้นจึงมักเรียกกันติดปากว่า "ปัคคี้" ซึ่งแปลว่า อึ๊งคี้จากภาคเหนือ ส่วนใหญ่ที่ขายกันในประเทศไทยต้องสั่งเข้าจากจีน อึ้งคี้นายแพทย์ลี้สี่เตียง เคยกล่าวถึงว่า เป็น "ยอดแห่งยาบำรุงกำลัง" ในตำราจีนจัดลำดับยานี้เป็นยาดีไม่แพ้ยาจำพวกโสมเช่นกัน ปกติใช้รากที่แห้งแล้วเป็นยา อึ้งคี้เป็นยาบำรุงอีกชนิดหนึ่งที่ใช้กันอย่างกว้างขวางตัวหนึ่ง เมื่อเทียบสรรพคุณกับโสมคน ทางแพทย์แผนโบราณเห็นว่า "อึ้งคี้ใช้เป็นยาบำรุงภายนอกส่วนโสมคนเป็นยาบำรุงภายใน" ดังนั้นใช้อึ้งตี้ควบโสมคนจึงเป็นยาบำรุงที่ครบสมบูรณ์ ทำให้สรรพคุณดีขึ้นมาก เหมาะอย่างยิ่งสำหรังผู้ที่อ่อนแอไม่มีกำลัง อึ้งคี้เป็นยามีรสหวาน ฤทธิ์อุ่น เป็นยาบำรุงกำลัง
หกเหล็ง Poria coeos (Schw.) Wolf.

หกเหล็ง

Poria coeos (Schw.) Wolf.
หกเหล็ง เป็นพืชตระกูลเห็ด มักขึ้นตามโคนต้นสน ซึ่งสามารเติบโตได้โดยการดูดอาหารจากโคนต้น หกเหล็งมีลักษณะเป็นก้อนรูปร่างไม่แน่นอน มักจะกลม ขนาดต่างๆกันไป ลูกเล็กขนาดเท่ากำปั้น ลูกใหญ่อาจโตเท่าลูกฟัก เนื้อในมีสองสี คือ สีแดงและสีขาว เนื้อส่วนโคนตอนแรกจะเป็นสีขาวต่อมาค่อยๆเปลี่ยนเป็นสีแดงขึ้น เมื่อปอกเปลือกออกและหั่นหกเหล็งเป็นชิ้นสี่เหลี่ยม ถ้าส่วนที่เป็นเนื้อสีแดง เรียกว่า "เซียะเหล็ง" ถ้าส่วนเป็นเนื้อสีขาวเรียกว่า "แปะเหล็ง" เนื่องจากส่วนสีขาวมักจะพบที่โคนต้น มีรากฝอยของต้นสนแทรกอยู่ ด้วยเหตุที่คนโบราณมักถือว่าต้นสนเป็นต้นไม่วิเศษ เป็นที่สิงสถิตของเทวดาอยู่ที่โคนต้นจึงเรียกส่วนสีขาวใหม่ว่าเป็น "หกสิ่ง" ซึ่งแปลว่า หกเหล็งที่มีเทวดาสิงสถิตอยู่ สารเคมีที่พบดังนี้คือ P-Pachyman, Pachymic acid, Tumulosic acid นอกจากนี้ยังพบ ยางเรซิน, โปรตีน, น้ำตาล เป็นต้น หกเหล็งมีรสหวานเล็กน้อย ฤทธิ์ปานกลาง มีสรรพคุณเป็นยา
เหง็กเต็ก Polygonatum odoratum(Mill) Druee var. Pluriflorum (Mig) olrwi.

เหง็กเต็ก

Polygonatum odoratum(Mill) Druee var. Pluriflorum (Mig) olrwi.
เหง็กเต็ก เป็นต้นไมล้มลุกอายุหลายปี สูงประมาณ 40-65 ซม. มีลำต้นอยู่ใต้ดิน ทอดในแนวตามขวาง สีเหลืองปนขาว เส้นผ่าศูนย์กลาง 0.5-1.3 ซม. มีรากฝอยจำนวนมาก ลำต้นใต้ดินมีลักษณะ เป็นปล้องคล้ายไม้ไผ่ นอกจากนี้ใบของเหง็กเต็กก็เป็นแววเงาคล้ายใบไผ่อีกด้วย จึงได้ชื่อว่า เหง็กเต็ก เหง็กแปลว่าหยก เต็กแปลว่าไผ่ ในตำราเภสัชศาสตร์ "สิ่งหล่งปิ้งเช่าเก็ง" ลำดับเป็นยาชั้นดีชนิดหนึ่ง ลักษณะของยาแห้ง เป็นลำต้นรูปร่างกลมยาว เล็ก แบนเล็กน้อย มักไม่ค่อยมีกิ่งก้านสาขา ยาวประมาณ 5-15 ซม. เส้นผ่านศูนย์กลาง 0.5-1 ซม. ผิวนอกสีเหลืองอ่อน หรือ เหลืองปนน้ำตาล ผิวหยาบ มีรอยไม้ตามยาว แย่งเป็นปล้องๆชัดเจน แต่ละปล้องห่างกันไม่เกิน 1 ซม. เนื้อแข็งเปราะ ได้รับความชื้นจะอ่อนนุ่ม หน้าตัดขวางเป็นสีขาว มีกลิ่นเล็กน้อย รสหวานเล็กน้อย โดยทั่วไปถือว่าเป็นยาที่ยาวขนาดใหญ่ สีเหลืองปนขาว เรียบเป็นมัน เป็นยาชนิดดี เหง็กเต็ก ปลูกในหลายท้องที่ของประเทศจีน เช่น เหอหนาน เจียงซู เลียวหนิง ที่คุณภาพดี ปลูกใน ซินชาง มณฑลเจ๋อเจียง ในลำต้นใต้ดินพบสาร Convallamarin, Convallarin, Quereitol, วิตามินเอ, สารจำพวก Mucin, Nicotinic acid เหง็กเต็กรสหวานฤทธิ์ปานกลาง ไม่มีพิษ มีสรรพคุณเป็นหยิน ทำให้ชุ่มชื้น