ยาจีนแผนโบราณ

ร้านขายยา ย่งเชียงตึ๊ง จำหน่าย ยาจีนแผนโบราณ

ยาจีนแผนโบราณ
พริกไทย

พริกไทย


พริกไทย ภาษาจีนเรียกว่า "ผู่เจีย" และ "เหง็กเจีย" เป็นเครื่องเทศสำคัญของโลกที่ได้ชื่อว่าเป็น "ราชาแห่งเครื่องเทศ" พริกไทยมี 2 ชนืด คือ พริกไทยดำ และ พริกไทยล่อน หรือ พริกไทยขาว ทั้ง 2 ชนิดต่างกันตรงวิธีการผลิต พริกไทยดำมีสารอาหารและสรรพคุณทางยาสูงกว่า พริกไทยขาว พริกไทยเป็นยาที่มีใช้กันมาตั้งแต่โบราณ ในกระบวนการผลิตพริกไทยขาวจะมีการใส่สารฟอกขาว จึงอาจมีการตกค้างและเป็นอันตรายได้ ดังนั้น การบริโภคพริกไทยดำจึงปลอดภัยและให้สารอาหารสูงกว่า วิธีใช้ * ใช้พริกไทยดำบด 1 กรัม ต้มกับขิงสด 30 กรัม ในน้ำ 3 ถ้วยตวงเคี่ยวจนเหลือน้ำ 1 ถ้วยตวง ดื่มบรรเทาอาการอาหารไม่ย่อยหรืออาเจียน * ใช้พริกไทยดำ 50 กรัม แช่ในเหล้าขาว 250 มิลลิลิตร เป็นเวลา 15 วัน ดื่มรักษาอาการอาเจียน ปวดท้อง หากแช่เป็นเวลา 10 วัน ใช้ทาแก้ผีและแผลเปื่อย
รากบัว

รากบัว


รากบัว หรือ "เหง้าบัว" ภาษาจีนเรียกว่า "กวงพั้ง" หรือ "หน่อยเก๋า" มีลักษณะเป็นปล้องๆ สีขาวอมเหลือง เมื่อตัดตามขวางจะเห็นรูกลวงเป็นช่อง รกบัวกินได้ทั้งดิบและสุก โดยนำมาประกอบอาหารและเป็นยา วิธีใช้ * ตุ๋นรากบัวกับน้ำผึ้งจนข้น กินบรรเทาอาการถ่ายเป็นเลือด * ดื่มน้ำต้มรากบัวหั่นบางๆ กับ เก็กฮวย และ แห้ว ช่วยรักษาอาการอาเจียนมีเลือดปน เลือดออกทางช่องท้องหรือทวารหนัก เลือดกำเดาไหล * นำน้ำรากบัวต้มผสมกับน้ำสาลี่สด ดื่มเพื่อช่วยละลายเสมหะ ลดอาการไอ และมีไข้ * ต้มรากบัวกับถั่วเขียว กินติดต่อกัน ช่วยบำรุงสายตา รักษาตาแดง ตาอักเสบ ทำให้เลือดเย็นลง * ไข่ตุ๋นกับชวงฉิก รากบัว และ เกลือ กินเพื่อช่วยหา้มเลือดสำหรับผู้ที่มีบาดแผลเลือดออก
ลูกเดือย

ลูกเดือย


ลูกเดือย ภาษาจีนเรียกว่า "ก๋ำบี้" "ห่วยห่วยบี้" "ขีซิก" หรือ "อิ๊กบี้" เป็นธัญพืชที่อุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ คนจีนนิยมกินลูกเดือยโดยเชื่อว่าเป็นอาหารบำรุงชั้นเยี่ยม และเป็นยาอายุวัฒนะอีกชนิดหนึ่ง วิธีใช้ * ลูกเดือยสามารถนำมาประกอบอาหารได้ทั้งคาวหวาน เช่น ชงเป็นชาลูกเดือน ทำขนมหวาน ตุ๋นหรือต้มกับเนื้อสัตว์ ลูกเดือนที่ไม่กระเทาะเปลือกก็มีสรรพคุณเป็นยาเช่นกัน * ต้มลูกเดือยกับถั่วแดง เละ เขี่ยมซิก กินบรรเทาอาการเหน็บชา * ต้มลูกเดือยกับถั่วเขียว น้ำตาลทราย และ สะระแหน่ กินรักษาอาการร้อนใน โรคผิวหนัง ริดสีดวงทวาร * ต้มไก่ตัวผู้กับลูกเดือย เขี่ยมซิก ถั่วแปบขาว และ เอี๊ยะตี่ยิว กินเป็นกับข้าวหรือกินเป็นของว่าง ช่วยบำรุงไต ม้าม เหมาะกับผู้ป่วยเบาหวาน
แปะก้วย

แปะก้วย


แปะก้วย ภาษาจีนเรียก "เหล่งงั่ง", "หุกจีกา", "หุกจี้กะ" จัดเป็นยาอายุวัฒนะอีกชนิดหนึ่ง จากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์กล่าวกันว่า แปะก้วย เป็นไม้โบราณกำเนิดก่อนยุคไดโนเสาร์ เป็นต้นไม้ที่มีเพศแยกกัน คือมีทั้งต้นเพศผู้และต้นเพศเมีย ผลแก่มีลักษณะกลมสีเขียว เมื่อสุกมีสีเหลือง เมล็ดเป็นรูปไข่ เมื่อน้ำส่วนเนื้อและเปลือกหุ้มเมล็ดออกจะเห็นเนื้อในเมล็ดมีสีเหลืองอ่อน วิธีใช้ * เรานิยมนำส่วนของเนื้อในเมล็ดที่มีสีเหลืองอ่อนมาประกอบอาหารทั้งตาวและหวาน โดยปรุงร่วมกับพุทราจีน เม็ดบัว หรือ ตุ๋นร่วมกับเห็ด เต้าหู้ มันเทศ เกาลัด ส้ม ดอกไม้จีน แอปเปิล กุ้ง เนื้อ หรือ ไก่ดำ เป็นต้น * ต้มแปะก้วยกับเหล้า ดื่มแก้อาการอสุจิเคลื่อนบ่อย * ผัดเมล็ดแปะก๊วยกับกุ้ง ขิง ฟักเขียว กระเทียม และ เครื่องปรุงรส กินเป็นกับข้าว แก้หืดหอบ และ ถ่ายพยาธิ * ตุ๋นไก่ดำ แปะก้วย เม็ดบัว และ ข้าวเหนียว ด้วยไฟอ่อนๆ กินเป็นประจำ เหมาะกับทั้งเพศชาย และ หญิง ที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบสืบพันธุ์ หรือ ปวดท้องขณะมีประจำเดือน
เม็ดบัว

เม็ดบัว


เม็ดบัว ภาษาจีนเรียกว่า "เก่าซิก" "หน่อยซิก" หรือ "หน่อยผ่องจื้อ" เป็นธัญพืชที่สำคัญของจีน ซึ่งมีโปรตีนสูงเช่นเดียวกับถั่วเหลือง ลูกเดือย และ ข้าวฟ่าง เม็ดบัวเป็นส่วนของเมล็ดจากดอกที่ได้รับการผสม กินได้ทั้งสด และ ตากแห้ง วิธีใช้ * เม็ดบัวสามารถนำมาประกอบอาหารได้ทั้งคาว หวาน ทำเป็นของขบเคี้ยว ใส่ในเต้าฮวย ทำเม็ดบัวเชื่อม อบหรือทอดคลุกเกลือ ตุ๋นหรือต้มกับหัวใจหมู ลำไย แปะก้วย พุทรา ซัวแจ หรือ แอปเปิล เป็นต้น วิธีใช้ * ต้มเม็ดบัวกับเขี่ยมซิก เติมน้ำตาลเล็กน้อย ดื่มทุกวัน แก้อาการประจำเดือนมาไม่ปกติหรือมามากเกินไป แก้น้ำอสุจิเคลื่อนบ่อย * นำเม็ดบัว ลำไยแห้ง น้ำตาลกรวด และ กุ้ยฮวย ตุ๋นรวมกันด้วยไฟอ่อนๆ กินบำรุงร่างกาย หัวใจ เลือด และ ม้าม
ฉั่งฉิก Panax pseudo-ginseng Wall. var. notoginseng (Burkill) Hooet Tseng

ฉั่งฉิก

Panax pseudo-ginseng Wall. var. notoginseng (Burkill) Hooet Tseng
ฉั่งฉิก เคยได้รับสมญานามว่า "ไข่มุกแห่งยาจีน" ทั้งนี้เพราะสรรพคุณที่เป็นเลิศไม่แพ้โสมคนนั่นเอง ฉั่งฉิกมักเรียกอีกอย่างว่า "ซาฉิก" แปลว่า "สามเจ็ด" ซึ่งชื่อนี้ได้มาจากลักษณะของต้นซึ่งมีก้านใบสามก้าน แต่ละก้านมักจะมีใบประมาณ​ 7 ใบ ฉั่งฉิกกับโสมคนเป็นพืชตระกูลเดียวกัน รูปลักษณะของต้น รากก็คล้ายคลึงกัน ฉะนั้นจึงมีอีกชื่อว่า "เซียมซาฉิก" หรือแปลว่า "โสมสามเจ็ด" นั่นเอง ที่ว่าฉั่งฉิกมีสรรพคุณทางยาเป็นเลิศนั้นได้มีการบันทึกในตำราเภสัชศาสตร์ที่มีชื่อเสียงของจีน "ปิ้งเช่ากังมัก" ได้เรียกฉั่งฉิกว่าเป็น "กิมปุ๊ยห่วง" ความหมายคือ แม้เอาทองคำมาแลกก็ไม่ได้ ฉั่งฉิกมีมากในมณฑล กวางสี ยูนนาน กวางตุ้ง ในฮกเกี้ยนก็มีปลูกบ้าง ในฉั่งฉิกพบว่ามีสารจำพวก Saponin อยู่ประมาณ​ 12% ซึ่งสาร soponin นี้เป็นชนิดเดียวกับที่พบในโสมคน แต่มีปริมาณต่ำกว่า ฉั่งฉิกมีรสหวานขมเล็กน้อย มีลักษณะร้อนเล็กน้อย ชาวจีนรู้จักใช้เป็นยามากกว่าเจ็ดร้อยปีแล้ว เป็นยาสำคัญในการรักษาบาดแผล ในตำราเภสัชศาสตร์ "ปิ้งเช่ากังมักจั๊บหยุ่ย" ซึ่งเขียนโดย "เตี๋ยฮักเมี่ยง" สมัยราชวงศ์ชิง กลาวว่า โสมคนเสริมกำลังเป็นที่หนึ่ง ฉั่งฉิกบำรุงเลือดเป็นที่หนึ่ง ยาทั้งสองรสชาติเหมือนกัน และสรรพคุณก็เท่ากันด้วย ฉั่งฉิกยังเป็นตัวยาสำคัญใน "ยาผงขาวยูนนาน" ด้วย มีการทดลองทางเภสัชศาสตร์พบว่า ในฉั่งฉิกมีสารที่ช่วยถ่ายเทอ๊อกซิเจนของกล้ามเนื้อหัวใจ ทำให้ร่างกายมีความทนต่อการขาดออกซิเจน ยังสามารถลดไขมันในเลือด มีสารที่ช่วยขยายหลอดเลือดแดงโคโรนารี่ (Coronary Artery) ทำให้การไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงหัวใจดีขึ้น
เทียงมั้ว Gastrodia elata Bl.

เทียงมั้ว

Gastrodia elata Bl.
"เทียงมั้ว" ชื่อเดิมเรียกว่า "เฉี่ยะจี่" แปลว่า "ศรแดง" ทั้งนี้ก็เพราะลำต้นมีสีแดง และชูขึ้นมียอดแหลมคล้ายลูกศรสีแดงนั่นเอง เทียงมั้วเติบโตได้ก็เพราะในตัวมันเองมีสารที่สามารถละลายพืชจำพวกเห็ดได้ จากนั้นจึงดูดรับสารอาหารจากเห็ด เพื่อใช้ในการเจริญเติบโต ฉะนั้นเทียงมั้วจึงได้ฉายาว่า "พืชกินเห็ด" จึงเรียกอีกชื่อว่า "เฉียะจี่จือ" แปลว่า "เห็ดศรแดง" หมายถึง ศรแดงที่ขึ้นบนเห็ดนั่นเอง ชาวจีนรู้จักใช้เทียงมั้วเป็นยามานานแล้ว ตั้งแต่สมัยราชวงศ์ฮั่นและถัง ในตำราเภสัชศาสตร์ "สิ่งหล่งปิ้งเช่าเก็ง" ก็ได้จัดเทียงมั้วเป็นยาบำรึงชั้นดีชนิดหนึ่ง เทียงมั้วเป็นไม้ล้มลุกที่ใช้เวลาเติบโตหลายปี เป็นพื้ชที่ไม่มีคลอโรฟิลล์ จึงไม่สามารถสังเคราะห์แสงได้ด้วยตัวเอง รากและลำต้นอยู่ใต้ดินอวบใหญ่ มีลักษณะเป็นรูปกรวย มีปลูกมากแถบมณฑลกุ้ยจิ๋ว, ยูนนาน, เสฉวน, ธิเบต, กวางสี ของประเทศจีน เทียงมั้วที่ขายกันเป็นหัวตากแห้ง ในหัวของเทียงมั้วมีสารจำพวก Vanillyl alcohol, Vanillin, วิตามินเอ, saponin, และ อัลคาลอยด์จำนวนเล็กน้อย
โต่วต๋ง Eucommia Ulmoides Oliv

โต่วต๋ง

Eucommia Ulmoides Oliv
ส่วนที่ใช้เป็นยาของโต่วต๋ง คือ เปลือกนอกที่หุ้มลำต้น ในตำราเภสัชศาสตร์ "ปิ้งเช่ากังหมัก" ได้จัดลำดับโต่วต๋งไว้เป็นยาบำรุงชั้นดี นายแพทย์ลี่สี่เดียง แพทย์จีนโบราณผู้มีชื่อในสมัยราชวงศ์หมิง กล่าวว่า "มีคนชื่อโต่วต๋งกินยานี้แล้วสำเร็จเป็นเซียน" จึงเรียกยาชนิดนี้ตามชื่อว่า "โต่วต๋ง" เมื่อหักเปลือกของโต่วต๋งแล้วดึงออกจากกัน เปลือกจะไมขาดทันทีแต่มีเส้นใยละเอียดสีขาวเหมือนเส้นไหมสีเงิน คนโบราณจึงขนานนามว่า "ต้นใยไหม" ปัจจุบัน โต่วต๋งปลูกมากเขตตอนใต้ของประเทศจีน เช่น กุ่ยจิ๋ว เสฉวน ยูนนาน ส่านซี หูหนาน กวางสี เปลือกโต่วต๋งที่ใช้เป็นยานั้นมักจะเก็บในช่วงฤดูร้อน อายุประมาณ 15-20 ปี พบยางไม้จำพวก Gutta-percha อยู่ 6-10% ส่วนเปลือกหุ้มรากพบถึง 10-12% สารนี้เป็นยางแข็งไม่ละลายในน้ำ ละลายในแอลกอฮอล์ นอกจากนี้ยังพบสารจำพวก glucoside อัลคาลอยด์ เรซิน กรดอินทรีย์ เป็นต้น โต่วต๋งมีสรสหวานเผ็ดเล็กน้อย มีฤทธิ์อุ่น ปริมาณที่ใช้โต่วต๋งโดยทั่วไป ประมาณ​ 9-15 กรัม โดยต้มรับประทานน้ำ หรือ ดองเหล้าก็ได้
เขากวางอ่อน

เขากวางอ่อน


เขากวางอ่อน ก็คือเขากวางที่พึ่งงอก ภายในเขายังไม่ได้เป็นกระดูกแข็ง มีเลือดอยู่ค่อนข้างมาก กวางตัวผู้เท่านั้นที่มีเขา กวางที่อยู่ในป่า จะอยู่ในป่าทึบ มีทุ่งหญ้าริมป่า ออกหากินตอนเช้ามืด กินใบไม้อ่อน ยอดไม้ เปลือกไม้ หญ้า เป็นอาหาร ชอบกินเกลือหรือดินโป่ง ตัวผู้ประมาณเดือน เมษายน พฤษภาคม จะสลัดเขาแก่ทิ้งไป และ จะมีเขากวางอ่อนงอกขึ้นมาอีก เขากวางอ่อนเป็นสีน้ำตาลอ่อน เป็นเงา ผิวนอกมีขน ข้างในมีเส้นเลือด ที่ขายกันมักจะมาหั่นเป็นชิ้นบางๆเพื่อสะดวกในการใช้ ปัจจุบันต้องสั่งซื้อจากประเทศจีนส่วนมาก สำหรับในประเทศจีนผลิตกันมากใจนนทางเมืองแถบภาคเหนือ เขากวางอ่อนมีรสหวาน ฤทธิ์ร้อน เป็นยาบำรุงชั้นดี มีคำโบราณกล่าวว่า "ยามเมื่อหมดสิ้นเรี่ยวแรง แสวงหายาใดๆมิได้ กินเขากวางอ่อนแล้ว แม้หมดเรี่ยวแรงก็ช่วยให้ฟื้นขึ้นมาได้"
ดีหมี

ดีหมี


ดีหมี ก็คือ ถุงน้ำดีของหมีนั่นเอง ดีหมีแห้งรูปร่างกลมยาวเป็นรูปไข่ ส่วนบนเล็กแดง ส่วนล่างใหญ่ ยาว 10-12 ซม. กว้าง 5-8 ซม. ผิวนอกสีเทา หรือ น้ำตาลดำ มีเงามันเล็กน้อย ส่วนบนใสมองได้เกือบทะลุ เนื้อแข็งฉีกให้ขาดจะเห็นเป็นใยไฟเบอร์ ในถุงน้ำดีจะมีน้ำดีที่แห้งแล้วเป็นก้อนหรือเป็นเม็ด บางทีก็เป็นผงหรือก้อนเหนียวๆมีมันเงา สีไม่แน่นอน เปราะ รสตอนแรกขม ต่อมารู้สึกหวาน กลิ่นหอมเย็นๆ หรือ คาวเล็กน้อย อมในปากจะละลายจนหมด สำหรับดีหมีของไทยจัดเป็นประเภทคุณภาพดี แต่ที่ขายกันส่วนมากจะยังต้องสั่งเข้าจากประเทศจีน ซึ่งดีหมีคุณภาพดีมาจาก ธิเบต และ ยูนนาน พบเกลือของโลหะด่าง (alkaline metal) กับ Bile acid นอกจากนี้ยังมี Bite pigment และสาร Tauro-ursodesoxy cholic acid ซึ่งเมื่อแยกสลายด้วยน้ำ (Hydrolysis) จะได้สาร Taurine และ Ursodesoxy acid ลักษณะของดีหมีที่ใช้จำแนกกับดีของสัตว์ชนิดอื่นๆคือ มีสาร Ursodesoxy cholic acid นี่เอง ดีหมีรสขม ฤทธิ์เย็น
ชะมดเชียง

ชะมดเชียง


ชะมดเป็นสัตว์จำพวกกวาง มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Moschus moschiferus L. เป็นสัตว์รูปร่างยาวประมาณ 65-95 ซม. หนัก 8-13 กิโลกรัม ทั้งตัวผู้และตัวเมียไม่มีเขา ชะมดเป็นสัตว์ที่มีกลิ่นหอม สามารถส่งกลิ่นได้ไกล ซึ่งกลิ่นนี้เกิดจากต่อมกลิ่น ซึ่งมีเฉพาะในตัวผู้เท่านั้น โดยตรงส่วนท้องระหว่างสะดือกับรูหนังหุ้มอวัยวะเพศของตัวผู้ของชะมดเชียง จะมีต่อมกลิ่นซ่อนอยู่ใต้ผิวหนัง เรียกว่า "ต่อมชะมดเชียง" ต่อมนี้มีลักษณะกลมรีคล้ายรูปไข่หรือครึ่งวงกลม ตรงกลางของต่อมมีรูเล็กๆ รูหนึ่ง สามารถขับสารที่มีลักษณะเป็นไขมันสีน้ำตาลที่มีกลิ่นหอมออกมา สารจากต่อมกลิ่นนี้แหละที่ใช้นำมาทำยาที่เรียก ชะมดเชียง คนเรารู้จักการใช้ชะมดเชียง เป็นยามาตั้งแต่โบราณกาลแล้ว ในตำราเภสัชศาสตร์ "สิ่งหล่งปิ้งเช่าเก็ง" ได้จัดยานี้เป็นยาสรรพคุณชั้นดี จนกระทั่งทุกวันนี้ยังคงมีการใช้ชะมดเชียงเป็นยาสำคัญในการรักษาโรค ชะมดเชียงที่ใช้เป็นยาทุกวันนี้ ส่วนมากได้มาจากขะมดที่เลี้ยงในฟาร์ม ปัจจุบันยังต้องสั่งเข้าจากประเทศจีนเป็นส่วนมาก ปัจจุบันใช้เป็นส่วนประกอบสำคัญในยาจีนหลายชนิด เช่น หลังสิ่งอี, ชิกหลีซั่ว, จี่ป้อตัง เป็นต้น สารมีฤทธิ์และทำให้มีกลิ่นหอมของชะมดเชียง คือ สาร Muscone มีอยู่ประมาณ​ 1.2% ยังมีสาร Normuscone อยู่จำนวนเล็กน้อย ในชะมดเชียงตากแห้ง มีสารละลายน้ำอยู่ 50-75% สารละลายในแอลกอฮอล์ 10-15% และมีน้ำอยู่ 10-15% ฝุ่นผง 7-8% ชะมดเชียงเป็นยาที่มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว รสเผ็ด ฤทธิ์ร้อน