ยาจีนแผนโบราณ

ร้านขายยา ย่งเชียงตึ๊ง จำหน่าย ยาจีนแผนโบราณ

ยาจีนแผนโบราณ
อบเชย Cinnamon

อบเชย

Cinnamon
อบเชย ภาษาจีนเรียกว่า "กุ้ยพ้วย" เป็นส่วนเปลือกของต้นอบเชยที่ลอกจากลำต้นชั้นใน เมื่อตากแดดจนแห้ง จะม้วนตัวเข้าหากัน และ มีลักษณะกลมเป็นหลอด มีสีน้ำตาลถึงสีน้ำตาลเข้มแล้วแต่ชนิด วิธีใช้ * บดอบเชยจนละเอียด ผสมกับเหล้าอื่มทุกวัน จะช่วยบรรเทาอาการปวดท้องหลังคลอด * การดื่มชาอุ่นๆ ที่ชงจากผงอบเชยหรือกิ่งอบเชยทุกวัน จะช่วยให้ร่างกายอบอุ่น ลดกรดในกระเพาะ ลดอาการมือเท้าเย็นและอาการปวดจากความเย็นต่างๆ แก้อาการตกขาว ประจำเดือนมาไม่ปกติ * ตุ๋นเนื้อแพะกับอบเชย กินบำรุงม้าม และ กระเพาะ แก้อาการอาหารไม่ย่อย * ดื่มน้ำต้มกิ่งอบเชยกับขิงสดทุกวัน ช่วยรักษาอาการข้ออักเสบ * จิบน้ำซุปที่ต้มจากเนื้อหมูแดงกับกิ่งอบเชย ช่วยบรรเทาอาการท้องอืด และ บำรุงร่างกายในสตรีวัยทอง
ลำไยแห้ง Dried longan

ลำไยแห้ง

Dried longan
ลำไยแห้ง สามารถทานเล่น หวานไม่แพ้ลำไยสด และยังมีสรรพคุณดี ได้สุขภาพด้วยนะคะ ลำไย ภาษาจีนเรียก "กุ๊ยอี้" "อาลีกี" "เหม่งมัก" และ "บักทั้ง" ลำไยสดสามารถแปรรูปเป็นลำไยแห้ง เรียกว่า "กุ้ยอี้" ซึ่งใช้เป็นตัวยาจีนที่สำคัญ วิธีใช้ * ลำไยแห้งนิยมนำมาเป็นยาและประกอบอาหารสำหรับผู้ป่วย เช่น ข้าวต้มใส่ลำไยแห้ง ลำไยแห้งยังสามารถเข้าได้ดีกับเหล้า พุทราจีน ขิง และ เนื้อสัตว์ เช่น เนื้อหมู เป็นต้น * ตุ๋นลำไยกับน้ำตาลทราย โดยใช้ไฟอ่อนๆ จนเปื่อย กินเป็นแยม เพื่อบำรุงเลือด หรือ ใช้ลำไยดองเหล้าเป็นเวลา 100 วัน ดื่มบำรุงร่างกาย ลดอาการบวมของสตรีหลังคลอด * นึ่งลำไย กับ หมูแดง ขิง และ เหล้า กินเพื่อเพิ่มเลือดฝาด ทำให้ผิวพรรณผ่องใส * ต้มลำไยกับพุทราจีน ขิงสด และน้ำตาลทรายแดง กินทั้งน้ำและเนื้อ แก้วิงเวียนศีรษะ
ซัวจา Hawthorn Berry, Crataegus pinnatificla Bye. varr. major N.E. Br.

ซัวจา

Hawthorn Berry, Crataegus pinnatificla Bye. varr. major N.E. Br.
ส่วนที่ใช้เป็นยาของซัวจาคือผล เป็นผลไม้ชนิดหนึ่งที่ประชาชนนิยมนำมาบริโภคเป็นอาหาร นอกจากจะนำมากินสดแล้วยังนำมาตากแห้งอัดเป็นแผ่น ผสมน้ำตาลเป็นขนมรสอร่อย ที่เด็กๆชอบรับประทาน นอกจากนี้ซัวจายังเป็นยาสรรพคุณเยี่ยมอีกด้วย ในหนังสือเภสัชศาสตร์ "ปิ้งเช่ากังมัก" ก็ได้บันทึกว่า ซัวจาเป็น ยารสเปรี้ยวหวาน ฤทธิ์อุ่น ช่วยย่อยอาหาร ผลของซัวจามีคุณค่าทางอาหารสูง มีวิตามิน และสารอาหารอยู่หลายชนิด ปัจจุบันมีการค้นคว้าสรรพคุณต่รางๆของซัวจาอย่างกว้างขวาง ในผลซัวจาพบกรดซิการิค, Crategolic acid, สารจำพวก Flavone, วิตามินซี, Carotene, โปรตีน, น้ำตาลอีกหลายชนิด เป็นต้น ซัวจามีรสเปรี้ยวหวาน ฤทธิ์อุ่น, ซัวจา หรือ "ซัวแจ" ผลมีสีแดง เนื้อกรอบนุ่ม ส่วนที่นำมาใช้ประกอบอาหารทั้งคาวหวาน หรือ เป็นยา คือ ส่วนผลที่มีลักษณะคล้ายแอ๊ปเปิ้ลแคระในผลซัวจาประกอบด้วยวิตามินซี ฟอสฟอรัส เหล็ก แคลเซียม วิตามินบี 2 แลกโทน (lactone) และฟลาโวนอยด์ (flavonoids) ในบ้านเรามักนำผลซัวจามาตากแห้งแล้วอัดเป็นแผ่นผสมน้ำตาล ทำเป็นขนมชิ้นกลมๆเล็กๆ สีออกแดง รสเปรี้ยวอมหวาน วิธีใช้ * ต้มซัวจาแห้งผสมกับเปลือกส้มเขียวหวานตากแห้ง ประมาณครึ่งชั่วโมง ยกลง เติมน้ำผึ้งให้ออกหวานเล็กน้อย ดื่มเป็นเครื่องดื่มช่วยย่อย * ต้มซัวจาแห้ง 15 กรัมกับใบยี่หร่าสด 5 กรัม ดื่มบำบัดอาการไส้เลื่อน
ถั่งเฉ้า

ถั่งเฉ้า


ถั่งเฉ้า หรือ อีกชื่อหนึ่งคือ "ตังถั่งเฉ้า" หรือ "ตังถั่งแห่เ​ฉ้า" เป็นสมุนไพรจีนที่ประกอบด้วยสิ่งมีชีวิต 2 ชนิดอยู่ร่วมกัน คือ เห็ดที่มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Cordyceps sinensis กับหนอนผีเสื้อที่ชื่อ Hepialus armoricanus Oberthiir สปอร์ของเห็ดดังกล่าวจะขึ้นอยู่บนตัวดักแด้หรือตตัวอ่อนของหนอนผีเสื้อ ชนิดที่ฝังตัวจำศีลอยู่ใต้ดินในฤดูหนาว เมื่อหนอนตายในฤดูใบไม้ผลิ เห็ดก็จะเจริญขึ้น โดยดูดเอาสารอาหารจากตัวหนอนมาใช้ ดังนั้น ถั่งเฉ้าที่เราเห็นเป็นลักษณะแท่งยาวๆ ก็คือ ตัวหนอนที่มีเห็ดขึ้นอยู่บนตัว ในถั่งเฉ้าประกอบด้วย วิตามินบี 12 กรดอะมิโนต่างๆ โปรตีน กรดไขมันทั้งอิ่มตัวและไม่อิ่มตัว กรดถั่งเฉ้า (cordycepic acid) และยังมีสารถั่งเฉ้า (cordycepin) อีกด้วย วิธีใช้ * ให้ใช้ทั้งตัวหนอนและเห็ด โดยตุ๋นถั่วเฉ้า 6 ตัว กับ เป็ดแก่ 1 ตัว(สับเป็นชิ้น) กินเป็นซุป จะช่วยบำรุงไต รักษาอาการปวดหลังบริเวณบั้นเอว และบำบัดอาการกามตายด้านหรือฝันเปียก * ใช้ถั่งเฉ้า 9 กรัม ห่วยซัว 30 กรัม ตุ๋นกับไก่ดำ 2 ชีดครึ่ง เติมน้ำพอประมาณ ตุ๋นจนเนื้อไก่เปื่อยนุ่ม แล้วกินทั้งน้ำซุปและเนื้อไก่ จะช่วยบำรุงกำลัง แก้อาการท้องผูก ปากแห้ง เหงื่อออกง่าย หอบ ปัสสาวะเหลือง และมีปริมาณน้อย * ต้มถั่งเฉ้า 10 กรัมในน้ำจนสุกได้ที่ เติมน้ำตาลกรวดลงไปต้มให้ละลาย นำน้ำที่ต้มได้มาดื่มวันละ 1 หม้อนาน 1 เดือนจะช่วยรักษาอาการไอเนื่องจากโรคปอด
ห่อซิวโอว Polygonum Muttiflorum Thumb.

ห่อซิวโอว

Polygonum Muttiflorum Thumb.
ความเป็นมาของชื่อ "ห่อสิ่วโอว" มีเรื่องเล่าลือว่า ในสมัยราชวงศ์ถัง มีชายโสดผู้หนึ่งชื่อ ฉั่งหยี่ แซ่ห่อ ร่างกายอ่อนแอ ซูบผอม อายุ 50 ปีเศษ วันหนึ่งขณะเรียนธรรมะกับนักพรตเต๋าอยู่บริเวณภูเขา บังเอิญเหลือบเห็นเถาไม้สองเถาห่างกันสามฟุต เลื่อยเข้าหาและพันเข้าด้วยกัน รู้สิกฉงนใจจึงขุดหัวหาต้นดังกล่าวกลับมาที่พัก และด้วยการชี้แนะของอาจารย์ เขาได้กินยานี้ต่อเนื่องกันมิได้ขาด หนึ่งปีให้หลัง เขากลายเป็นคนแข็งแรง ต่อมาเขาก็ให้บุตรชายชื่อ เอี่ยงสิ่ว กิน ปรากฏว่าเอี่ยวสิ่วมีอายุยืนถึง 160 ปี ต่อมาเอี่ยวสิ่วมีบุตรชายคนหนึ่งชื่อ สิ่วโอว ก็กินยานี้เช่นกัน ทำให้เขามีอายุยืนถึง 130 ปี จึงให้ชื่อยานี้ตามชื่อบุตรคนหลังสุดว่า ห่อสิ่วโอว ยังมีเรื่องเล่ากันอีกว่ามีนักโทษผู้หนึ่งแซ่ห่อ เพราะความหิว เขาจึงได้กินรากไม้ที่อยู่ข้างคุกที่เขาถูกจองจำอยู่เป็นประจำ เมื่อออกจากคุก ผมที่เคยหงอกกลับดำ ฉะนั้น ต้นพืชชนิดนี้จึงถูกคนทั่วไปเรียกว่า ห่อสิ่วโอว สิ่วโอว แปลว่า ศีรษะดำ เรื่องดังกล่าวแม้เป็นเรื่องไม่น่าเชื่อ แต่ก็ได้สะท้อนถึงความเชื่อถือของคนต่อยาห่อสิ่วโอวนี้ ห่อสิ่วโอวเป็นพืชตระกูลไม้เถา อายุหลายปี มีรากยาวและที่ปลายจะมีหัวขนาดใหญ่ เปลือกนอกของหัวสีแดงปนน้ำตาล ใช้เป็นยาได้ ลักษณะของยาแห้งเป็นรูปกระสวย ยาวประมาณ​ 6-15ซม. ส่วนหัวที่หนาสุดอาจมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 3-12 ซม. เปลือกนอกสีแดงปนน้ำตาล หรือ สีม่วงปนน้ำตาล มีร่องตามผิว ไม่เป็นระเบียบ ที่ปลายทั้งสองข้างมีร่องรอยของรากติดอยู่ แต่เดิมเนื้อแข็ง มีลักษณะเป็นแป้ง เมื่อผ่าตามขวางจะเป็นสีเหลืองอ่อนปนน้ำตาล มีช่องว่างขนาดใหญ่กระจายอยู่ทั่วไป ไม่มีกลิ่น มีรสขมฝาด ที่รากมีสารจำพวก anthraguinone เป็นหลัก เช่น chrysophanic acid, Chrysophanol, Emodin, นอกจากนี้ยังพบสาร Rhein, Chrysophanic acid anthrone เป็นต้น ยังพบ Lecithin 3.7% ห่อสิ่วโอวมีรสขมปนฝาด ฤทธิ์ร้อนเล็กน้อย เป็นยาบำรุงชั้นดี. ห่อซิวโอว ตามตำราจีนโบราณได้บันทึกสรรพคุณไว้ว่า ช่วยให้อายุยืน ห่อซิวโอวเป็นไม้เถา อายุหลายปี มักใช้ส่วนรากมาทำเป็นยา ห่อซิวโอว พบได้ในประเทศจีนบริเวณมณฑลกวางสี หูเป่ย และกวางตุ้ง วิธีใช้ * ตุ๋นห่อซิวโอว 18 กรัม กับ เก๋ากี้ 12 กรัม ตังกุย 12 กรัม และไก่ 1 ตัวเพื่อบำรุงร่างกายให้แข็งแรง * ต้มห่อซิวโอว 60 กรัม กับน้ำ 3 ชาม และไข่ไก่ 2 ฟอง กินติดต่อกันเพื่อบำรุงตับ ไต เลือด และ ชะลอความแก่ นอกจากนี้ยังลดอาการวิงเวียน ตาลาย และฝันเปียกอีกด้วย * ต้มห่อซิวโอว 15 กรัม กับ ซัวจา 12 กรัม และ น้ำ 2 ชาม เคี่ยวจนเหลือ 1 ชาม ดื่มขณะอุ่นๆ บรรเทาอาการความดันโลหิตสูง และโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ
แป๊ะฮะ

แป๊ะฮะ


แป๊ะฮะ ภาษาจีนเรียกว่า "แหม่หะฮวย" "หม่อลับ" หรือ "แปะแป๊ะฮะ" เป็นไม้ล้มลุกตระกูลเดียวกับลิลลี่ เช่นเดียวกับดอกไม้จีน มีลักษณะคล้ายหัวหอม ลอกเป็นกลีบย่อยๆสีขาวได้ วิธีใช้ * นำมาประกอบอาหารได้ทั้ง ต้ม ตุ๋น และ ทำเป็นน้ำซุป สามารถปรุงร่วมกับสมุนไพรจีนและเนื้อสัตว์อื่นๆได้ เช่น น้ำผึ้ง มันเทศ น้ำอ้อย แครอท กล้วยหอม เม็ดบัว ดอกไม้จีน เป็ด หมูแดง และ ปลาเก๋า * ต้มแป๊ะฮะแห้งกับกล้วยหอม และน้ำตาลกรวด กินบำรุงปอด รักษาอาการท้องผูก ไอ วัณโรคในผู้สูงอายุ * แป๊ะฮะสดหรือแห้งต้มกับน้ำตาลทรายหรือน้ำผึ้งดื่มประจำ ช่วยลดอาการร้อนใน แก้อ่อนเพลีย แก้อาการนอนไม่หลับ และบำรุงร่างกาย * ตุ๋นแป๊ะฮะ กับเป็ด ปลาเก๋า หรือ หมูแดง กินบำรุงร่างกาย
เขี่ยมขิก

เขี่ยมขิก


เขี่ยมขิก หรือ "โซวอึ๊ง" "ฉี่น้อยเก๋า" "โกยเถ่าซิก" เป็นพืชในตระกูลบัว ใบมีลักษณะค่อนข้างรี คล้ายรูปหัวใจ ใบอ่อนเจริญใต้น้ำ ส่วนใบแก่อยู่เหนือน้ำ พบได้ในประเทศจีน เกาหลี และอินเดีย วิธีใช้ * ต้มเขี่ยมขิก 30 กรัม กับ ลิ้นจี่แห้ง 10 ผล เติมน้ำตาลกรวดพอประมาณ กินบำรุงสมอง บำรุงประสาท * ต้มเนื้อหมู 200 กรัมกับเขี่ยมขิก 50 กรัม และ เม็ดบัว 50 กรัม กินบำรุงไต ม้าม แก้อาการฝันเปียก * ต้มเขี่ยมขิก 30 กรัม กับลูกเดือย 60 กรัม เก๋ากี้ 30 กรัม กินเพื่อรักษาอาการปัสสาวะข้น ปัสสาวะบ่อย และ ช่วยย่อยอาหาร * ต้มเขี่ยมขิก 30 กรัมกับข้าวเหนียว 100 กรัม ห่วยซัว 50 กรัม และน้ำตาลกรวด 60 กรัมจนเป็นโจ๊ก กินเช้าเย็นในขณะท้องว่าง เพื่อบำรุงครรภ์ในช่วง 2-6 เดือน
ห่วยซัว

ห่วยซัว


ในตำราจีนสมัยราชวงศ์ฮั่น ห่วยซัว หรือที่เรียกว่า "ซันเย่า" จัดเป็นพืชที่มีสรรพคุณเป็นยาบำรุงและเป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพของผู้สูงอายุ ส่วนที่นำมากินคือราก ห่วยซัวประกอบด้วยส่วนประกอบมากมาย เช่ย วิตามินซี ไอโอดีน ไฟติกแอซิด (phytic acid) สารซาโปนินมิวซิเลจ (sapnin mucilage) และ โคลีน (choline) วิธีใช้ * ต้มข้าวเหนียว 120 กรัม จนเกือบสุก ใส่ห่วยซัวที่หั่นเป็นชิ้นบางๆ ปริมาณ​ 200 กรัมลงไป ต้มต่อจนห่วยซัวสุก กินบำรุงสำหรับผู้ที่กระเพาะ ม้ามไม่แข็งแรง หรือ ระบบย่อยไม่ดี * กวนห่วยซัวใส่น้ำตาลทราย กินลดความดันโลหิต แก้อาการเหงื่อออกมากตอนกลางคืนขณะหลับ บรรเทาอาการท้องเสียหรือเป็นบิด * ต้มห่วยซัวกับเม็ดเก๋ากี้ กินบำรุงกำลัง
เห็ดหลินจือ Ganoderma lucidum (Leyss.ex Fr.) Karst

เห็ดหลินจือ

Ganoderma lucidum (Leyss.ex Fr.) Karst
ท่านทั้งหลายคงจะเคยรู้จักเรื่องราวในเทพนิยายจีน "นางพญางูขาว" ที่นางงูขาวได้แปลงเป็นสตรีสาวสวย แล้วแต่งงานกับชายมนุษย์ แล้วอยู่กินกันอย่างมีความสุข ต่อมาสามีของนางรู้ว่าภรรยาเป็นนางงู ถึงกับตกใจถึงตาย นางงูขาวจึงต้องไปขโมยยาวิเศษจากสวรรค์ โดยต้องสู้กับเทวดาผู้รักษายาวิเศษจนชนะ และนำยาวิเศษนั้นมาชุบชีวิตของสามีได้ในที่สุด ยาชนิดนี้คือ "เหล่งจือ หรือ เหล่งจือเช่า" นั่นเอง แม้ว่าในเทพนิยายจะมีการแต่งเติมเสริมเนื้อหาสาระเกินจริงไปตามแบบของเทพนิยายโบราณจีนก็ตาม แต่เหล่งจือก็ยังจัดเป็นยาบำรุงทำให้ร่างกายแข็งแรง เพิ่มภูมิต้านทานแก่ร่างกาย ที่มีสรรพคุณได้ผลจริง เหล่งจือยาวิเศษที่กล่าวขวัญนี้ ที่แท้คือพืชจำพวกเห็ด งอกตามป่าไม้ธรรมชาตืบนเขตเขา หรืออยู่รอบๆตอไม้หรือขอนไม้เก่า เป็นยาที่หาได้ยาก ยานี้มีประวัติการใช้เป็นยามากกว่าสองพันปี ในหนังสือ "เหยียกจื้อ" ซึ่งเขียนสมัยราชวงศ์โจว ได้บันทึกไว้ว่า "เหล่งจือเกิดตามขอนไม้ที่เน่าเปื่อย" หรือในหนังสือตำราเภสัชศาสตร์ "ปิ้งเช่ากังหมัก" ที่เขียนโดยนายแพทย์ลี้สี่เตียงในราชวงศ์หมิง ก็ได้จัดเหล่งจือเป็นลำดับยาชั้นดี เหล่งจือนอกจากใช้ทำยาแล้ว ยังมีความงามทางศิลปะที่สูงค่าอีกด้วย โดยเฉพาะดอกใหญ่ ดอกเล็กที่ขึ้นซ้อนกัน สวยงามมาก ปัจจุบันในประเทศจีนมีการปลูกเป็นบอนไซเหล่งจือ เพื่อสนองความต้องการของผู้ซื้อทั้งในและต่างประเทศ ในเหล่งจือพบสารจำพวก Ergosterol, กรดอินทรีย์, น้ำตาลหลายชนิด, ยางไม้เรซิน, อัลคาลอยด์ เป็นต้น เหล่งจือ มีรสหวาน ฤทธิ์ปานกลาง. เห็ดหลินจือ หรือ "เจียะยื่อ" จัดเป็นราชาแห่งสมุนไพรจีน ในตำรายาจีนมีการใช้เห็ดหลินจือเป็นยาอายุวัฒนะและรักษาโรคต่างๆมากว่า 2,000 ปี วิธีใช้ * เห็ดหลินจือสามารถน้ำมาใช้ในรูปของชา ทำเป็นน้ำเห็ดหลินจือ หรือ ซุป นำมาตุ๋นหรือต้มกับเนื้อสัตว์ เช่น ไก่ ปลา หรือหมูได้ด้วย * เห็ดหลินจือปรุงกับเก๋ากี้ ช่วยบำรุงหัวใจ * ตุ๋นเห็ดหลินจือกับหัวใจหมู เหล้าเหลืองจีน กินบำรุงประสาท แก้อาการนอนไม่หลับ และป้องกันโรคความจำเสื่อม * น้ำเห็ดหลินจือเคี่ยวกับน้ำตาลทรายแดง ดื่อมเพื่อบำรุงร่างกายและแก้โรคเรื้องรังต่างๆ * ชาเห็ดหลินจือ ต้มดื่มเฉพาะน้ำขณะอุ่นๆ ช่วยคลายเครียดและกระตุ้นการหมุนเวียนเลือด